วันนี้มีเหตุให้ฉันต้องแวะไปห้างสรรพสินค้าไฮโซว์ประจำจังหวัด (คุณคงพอจะนึกภาพออกนะคะ 55+) ...เพราะเพิ่งนึกได้ว่า การ์ดศูนย์อาหารที่ไปกินกับเพื่อนคราวก่อนฉันยังไม่ได้แลกเงินคืนเลย แล้วก็จำไม่ได้ (อีก) ด้วยว่าตังค์มันเหลือเท่าไหร่ -*-  ซึ่งเขากำหนดให้แลกคืนได้ภายในสามสิบวัน เหลืออีกสองสามวันจะหมดเขตแลกแล้ว..เฮ้อออ...เขาถึงว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลขสองหลัก” >.< สรุปได้ใจความว่าแลกคืนมาได้ 35 บาท ถ้วน...ขา (เดิน) กลับ เกิด(สำออย)อยากกินกาแฟ (ว่ากันว่าเป็นแบรนด์ไทยสุดชิค แบรนด์ไทยไปแบรนด์โลก...อันนี้ฉันได้ข้อมูลมาจากนิตยสารสารคดี ฉบับที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว) และอยากรู้ด้วยว่ามันอร่อยขนาดไหนกันนะ ท้ายที่สุดฉันจ่ายค่ากาแฟสุทธิ จำนวนหนึ่งแก้ว ราคา 65 บาทถ้วน...

 

          คุ้มไหมเนี๊ยะ ที่ฉันออกจากบ้านเพื่อการนี้?

  

          หลังจากเดินผ่านร้านกาแฟ...เกิดความรู้สึกว่า...หนทางกลับบ้านยังอีกยาวไกล...อืมม ขอแวะแผงหนังสือสักหน่อย ก็แล้วกัน...ว่าแล้วฉันก็ได้นิตยสารออกใหม่ประจำเดือน พ.ย. ติดไม้ติดมือกลับมาด้วยฉบับหนึ่ง...ระหว่างชำระเงิน...ฉันคิดขึ้นได้ว่า บัตรสมาชิกร้าน (ที่บังเอิญได้สมาชิกภาพมาฟรีๆ ตอนซื้อหนังสือคราวใดคราวหนึ่งนานมากแล้ว) กำลังจะหมดอายุสิ้นปีนี้...ฉันจึงสอบถามพนักงานว่า ถ้าจะต่ออายุบัตรสมาชิกต้องทำอย่างไรบ้าง...เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้ายอดซื้อหนังสือครบห้าพันบาทก็จะได้ต่ออายุฟรี (เอิ่ม...ห้าพันเลยเหรอค่ะคุณน้อง? -*-) แต่ถ้าไม่ครบต้องเสียค่าต่อสมาชิก 100 บาท สำหรับ 2 ปี...

  

           ฉันเคยได้ยินมาว่า “นักเขียนไทยกินอุดมการณ์เป็นอาหารหลัก มีค่าต้นฉบับเป็นอาหารเสริม” ...ส่วนนักเขียนต่างประเทศ ถ้าในชั่วชีวิตนี้คุณเกิดเขียนหนังสือดีๆ ออกมาได้สักหนึ่งเล่มมีรางวัลคุณภาพแปะตราสักหน่อยคุณก็มีโอกาสที่จะมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต กันเลยทีเดียว...(จริงไหม ฉันไม่ยืนยัน เพราะฉันไม่ใช่นักเขียน -*-) 

 

           หลังจากช่วงเดือนที่แล้วฉันเกิดบ้านิตยสาร...ขึ้นมาดื้อๆ อย่างไม่มีเหตุผล ก็ทำให้ฉันทราบข้อมูลว่าการที่แฟนนักอ่านสมัครเป็นสมาชิกนิตยสารสักเล่มเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับนิตยสารหัวเล็กๆ นอกกระแส เพราะเงินค่านิตยสารที่สมาชิกชำระมาล่วงหน้ามันช่วยให้นิตยสารนั้นๆ มีลมหายใจต่อไปได้...(คงจะเป็นสูตรเดียวกัน กับค่าโทรศัพท์ที่ฉันและหลายๆ คนใช้ ระบบเติมเงินชนิดที่จ่ายก่อนโทรทีหลัง...อันเงินส่วนนี้คงไปสะสมอยู่ในระบบหมุนเวียนของบริษัทอยู่มากโขสินะ สูตรคล้ายกันแต่ยอดเงินต่างกันลิบลับ ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ)

 

           ตามธรรมเนียมแล้ว (จากที่ฉันทราบมาแบบถูๆ ไถๆ หากผิดพลาดประการใด โปรดชี้แนะโดยพลัน) การจะนำหนังสือหรือนิตยสารไปวางขายตามร้านค้าและร้านเฟรนชายส์ต่างๆ หนังสือจะโดนสายส่งหักไป ณ จุดนี้ 40% เรียบร้อยกิจการหนังสือไทย (พอมาคิดสะระตะหักลบ-กลบค่าจัดพิมพ์ ค่ากองบรรณาธิการ ค่าโฆษณา ค่าอะไรบ้างก็สุดแล้วแต่ฉันจะรู้ แต่ฉันอยากรู้ แค่อย่างเดียว สุดท้ายแล้วหนังสือหนึ่งเล่มนักเขียนได้สักกี่เปอร์เซนต์กันนะ?  10% ถึงไหม?)

 

            ยิ่งปีนี้มีข่าวใหญ่อีกเรื่องของวงการสื่อสิ่งพิมพ์ ความว่า ร้านหนังสือเฟรนชายส์ชื่อดังที่เราๆรู้จักกันดี ขอขึ้นค่า...อืมม จะเรียกค่าอะไรดีเพราะสื่อให้ข้อมูลว่าไม่ใช่ค่าอะไรเลย  1% ด้วยเหตุผลที่ว่าจะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300.... ขอสั้นๆสองคำ “ไหว - ไหม?”  แค่ 1% ฟังดูแล้วชิลๆ ใช่ไหม? แต่ 1%  ของร้อยล้าน ของพันล้าน ฉันว่าสำนักพิมพ์เล็กๆ คงพิมพ์หนังสือแจกฟรีได้หลายเล่มเลยนะ เผลอๆ แจกได้ต่อเนื่องหลายปี 55+   นอกจากนี้ก็ยังมีราคาค่ากระดาษกันอีกวุ่นวายที่ว่า สำนักพิมพ์ใหญ่ซื้อกระดาษล็อตใหญ่ราคาต้นทุนก็ถูกกว่ามาก สุดท้ายแล้วสำหรับสำนักพิมพ์เล็กๆ และคนทำหนังสือ ได้อะไร? (ขอยกมือตอบ...เขาคงได้ความสุขที่ได้เขียนหนังสือค่ะครู คนทำหนังสือไม่กินเยอะ มาม่าห่อเดียวก็อิ่ม)

 

            ความดังนั้น...ฉันจึงบอกเธอไปดังนี้...

 

 1)

A : เธอๆ ฉันอยากเขียนหนังสือเกี่ยวกับ จุด จุด จุด ขายอ่ะ ขอเวลาสักสองปีฉันคงเขียนเสร็จ

B : เหรอ...เธอจะเอา สิบเปอร์เซนต์ (จากที่ขายได้) หรือเธอจะขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ไปเลยล่ะ คงได้สักสอง-สามหมื่นมั้ง

A : เอออ... -*-

 

2)

A : เธอๆ ฉันจะไม่เข้าร้านหนังสือ จุด จุด จุด กับ จุด จุด จุด แล้วนะ

B : เหรอ...อย่ามาพูดเถอะ เดี๋ยวเธอก็ไปซื้อหนังสือที่นั่นอยู่ดี หรือเธอจะเปลี่ยนไปซื้อที่ศึกษาภัณฑ์ล่ะ มีทั่วประเทศเหมือนกันนะ

A : เอออ... -*-

 

            หลังจากที่ฉันจ่ายค่านิตยสารเสร็จสรรพ จำนวน 90 บาท ก่อนจะออกร้าน น้องพนักงานร้องเรียก พี่ค่ะหนูเช็คยอดซื้อหนังสือให้พี่แล้วค่ะ ยอดซื้อของพี่รวมสองปี นับถึงตอนนี้ 4,650 บาทแล้วค่ะ บัตรพี่กว่าจะหมดอายุก็สิ้นปี หนูว่าพี่คงไม่ต้องเสียค่าต่ออายุสมาชิกแน่นอนค่ะ สวัสดีค่ะพี่ โอกาสหน้าเชิญใหม่ค่ะ....ระหว่างเดินออกจากร้าน ฉันก็ได้ฉุดคิด เย้ยยยย...ฉันซื้อหนังสือเยอะไปไหมเนี๊ยะ นี่แค่ยอดซื้อจากร้านเดียวนะเนี๊ยะ -*- ยังไม่รวมร้านแบรนด์อื่นๆ ร้านเล็กร้านน้อยๆ บูธออกร้านงานหนังสือ ฯลฯ อืมม...ไม่เป็นไรหรอกมั้ง...

             เพราะ...

            คานธีเคยกล่าวไว้ว่า “ใช้ชีวิตเสมือนพรุ่งนี้จะตาย เรียนรู้เสมือนจะมีชีวิตอยู่ไปชั่วนิรันดร์” เพราะฉะนั้น...พวกเธอว์ทั้งหลายเอ๋ย จงเสพหนังสือกันต่อไป...LoL...

 

เออ..อัพฯสั้นๆ...
ก็ไม่มีใครห้ามนะ

[MV] biZKit

 

ปล.

* เขาบอกเราว่า “เงินไม่ใช่ของสำคัญที่สุดในชีวิต” ฉันไม่เถียงนะ แต่ว่าถ้ามันมีน้อยเกินไปมันก็คงจะลำบากทั้งกายและใจไม่น้อยเลยทีเดียว

* ขอถามจริงๆ “ตั้งแต่เกิดจนตาย มีอะไรบ้างไม่เกี่ยวกับเงิน?” ต้นทุน กำไร ขาดทุน เงินต้น เงินดอก เงินกู้ ดอกเบี้ย ค่าเช่า ผ่อนส่ง สินเชื่อ ฯลฯ  

* ขนาดเพื่อนฉันเอง (หลังจากเขาออกเรือนไปแล้ว) ก็ยังพร่ำบอก ว่า แต่งงานนะแต่งๆ ไปเหอะ ไม่มีหรอกงานแต่งไหน ที่แต่งแล้วขาดทุน ส่วนใหญ่ได้กำไรกันทั้งน้านนนน หลังจากหักค่าใช้จ่ายกับทางโรงแรมแล้ว....55+

* เมื่อวานนักเรียนชวนไปดูคอนเสิร์ต Girl Generation นักเรียนบอก หนูอยากใกล้ชิดพี่ทิฟฯ ตัวเป็นๆ ค่าบัตร 6000 'จาร์ย!! เอิ่ม...ฉันฟังแล้วก็แอบเหงื่อตก นี่ขนาดว่าทำงานหาเงินใช้เอง...ยังสะอึก(ได้อีก)...  (นี่ถ้าฉันจะเลี้ยงดูลูกสักคนฉันต้องทำมาหากินอะไรฟร่ะเนี๊ยะ ถึงจะเลื้ยงมันได้จนมันเรียนจบอ่ะ -*-") เพราะข่าวว่าเหล่าโอป้าและออนนี่ทั้งหลายแห่มาจัดคอนเสริต์กันทุกไตรมาส...งั้น ครูขอตัว นั่งดูมิวสิคกับเสพฯ K ดร่ามาอยู่หน้าจอแทนแล้วกัน LoL
 
 * พอเห้ออออ...
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ฮาครับ โคตรฮา ทั้งเรื่องค่าโทรศัพท์ ทั้งเรื่อง 1%
บางทีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้นี่แหละ ที่ควรใส่ใจเนอะ

#3 By keaaaa on 2012-12-17 03:03

Hot! Hot! Hot! Hot!ถูกครับ เป็นเงินเป็นทองไปหมด แม้แต่อยู่ในบ้าน(ก็เสียตังได้)sad smile

#2 By dp on 2012-11-21 17:15

Hot! Hot! Hot! Hot!
เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เป็นเงินเป็นทองไปหมดน่ะค่ะ
แล้วอะไรๆ ก็ล่อตาล่อใจไปหมด
big smile

#1 By oui's memo on 2012-11-21 01:36